หัวปั่นคือชิ้นส่วนเดียวของเครื่องโฮโมจีไนซ์ที่สัมผัสกับสารโดยตรง และเป็นชิ้นที่กำหนดว่างานจะออกมาดีแค่ไหน มากกว่ากำลังวัตต์ของมอเตอร์เสียอีก แต่คนส่วนใหญ่เลือกหัวปั่นตาม “ที่ติดมากับเครื่อง” แล้วใช้หัวเดียวกับทุกงาน ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาหลายอย่างที่แก้ไม่ตกสักที

หัวปั่นทำงานอย่างไร
หัวปั่นแบบ โรเตอร์-สเตเตอร์ ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนในคือโรเตอร์ที่หมุนตามมอเตอร์ ส่วนนอกคือสเตเตอร์ซึ่งเป็นปลอกโลหะที่เจาะช่องรอบตัวและอยู่นิ่ง
เมื่อโรเตอร์หมุน มันจะสร้างแรงดูดที่ปลายล่างของหัว ดูดของเหลวเข้ามาแล้วเหวี่ยงออกทางช่องข้างของสเตเตอร์ ระยะห่างระหว่างโรเตอร์กับสเตเตอร์แคบเพียงเศษส่วนของมิลลิเมตร ของเหลวที่ถูกบีบผ่านช่องแคบนี้ด้วยความเร็วสูงคือจุดที่เกิดแรงเฉือน และนั่นคือที่ที่หยดถูกฉีกให้เล็กลง
เพราะกลไกเป็นแบบนี้ หัวปั่นจึงต้อง จมอยู่ในของเหลวเสมอ ถ้าเดินเครื่องขณะหัวโผล่พ้นผิว จะไม่มีของเหลวไหลผ่านมาระบายความร้อนที่ซีล ซีลจะร้อนจัดและสึกเร็วผิดปกติ

เลือกขนาดผิดแล้วเกิดอะไรขึ้น
กรณีหัวเล็กเกินไปเทียบกับปริมาตร
- ของเหลวส่วนที่อยู่ไกลหัวไม่ถูกดูดเข้ามา ทำให้ปั่นไม่ทั่ว บางส่วนถูกตีจนละเอียดเกิน อีกส่วนแทบไม่ถูกตี
- ขนาดหยดกระจายกว้าง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการแยกชั้นในภายหลัง แม้ตอนทำเสร็จใหม่ ๆ จะดูเนียนดี
- ต้องปั่นนานขึ้นมาก ทำให้เนื้อของร้อนสะสมเกินความจำเป็น
กรณีหัวใหญ่เกินไปในภาชนะเล็ก
- ของกระเด็นออกจากภาชนะตั้งแต่เพิ่งเปิดเครื่อง
- เกิดวังน้ำวนที่ดูดอากาศลงไปในเนื้อของจนเป็นฟองที่ไล่ออกยาก โดยเฉพาะกับตำรับที่มีสารลดแรงตึงผิว
- ปลายหัวอาจครูดกับก้นหรือผนังภาชนะจนเกิดรอยและเศษวัสดุปนลงในสาร
ตารางจับคู่หัวปั่นกับปริมาตร
| ขนาดหัวปั่น | ปริมาตรที่เหมาะ | ภาชนะที่มักใช้ | ตัวอย่างงาน |
|---|---|---|---|
| Ø6 มม. | 0.2 – 50 มล. | หลอดเซนตริฟิวจ์ หลอดทดลอง | บดตัวอย่างพืช เนื้อเยื่อ งานสกัดสาร |
| Ø8 มม. | 50 – 150 มล. | บีกเกอร์เล็ก ขวดปากกว้าง | ตำรับทดลองขนาดเล็ก |
| Ø10 มม. | 100 – 250 มล. | บีกเกอร์ 250-400 มล. | ตำรับตัวอย่างครีม โลชั่น |
| Ø12 มม. | 50 มล. – 1.5 ลิตร | บีกเกอร์ 1-2 ลิตร | ล็อตขยาย งาน QC |
| Ø18 มม. | 50 มล. – 1.5 ลิตร | บีกเกอร์ 1-2 ลิตร | ของหนืด งานที่ต้องการรอบผลิตสั้น |
หลักการง่าย ๆ คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของภาชนะไม่ควรเกินประมาณ 4-6 เท่าของขนาดหัวปั่น ถ้าเกินกว่านั้น การไหลวนจะไปไม่ถึงขอบภาชนะ

ทำไมต้องเป็นสแตนเลส 316L
สแตนเลสที่ใช้ในอุปกรณ์ทั่วไปคือเกรด 304 ซึ่งทนสนิมได้ดีในสภาพทั่วไป แต่ 316L มีโมลิบดีนัมผสมอยู่ราว 2-3 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ทนการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting) จากคลอไรด์ได้ดีกว่ามาก
เรื่องนี้สำคัญกับห้องแล็บเพราะ
- สารละลายเกลือและน้ำทะเลจำลองมีคลอไรด์สูง
- สารกันเสียหลายตัวและสารสกัดบางชนิดมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน
- ช่องแคบของสเตเตอร์เป็นจุดที่สารค้างได้ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นสภาพที่เร่งการกัดกร่อนแบบซอกอับพอดี
ตัวอักษร L ท้ายเกรดหมายถึงคาร์บอนต่ำ ซึ่งช่วยไม่ให้เกิดการกัดกร่อนตามแนวเชื่อม หัวปั่นที่ผ่านการเชื่อมมาจึงควรเป็น 316L ไม่ใช่ 316 ธรรมดา
อีกตัวเลขที่ควรดูคือ ความลึกที่จุ่มได้ ซึ่งอยู่ที่ 120 มิลลิเมตร และ อุณหภูมิสูงสุด ที่ 120 องศาเซลเซียส เกินจากนี้ซีลภายในจะเสื่อมเร็ว ส่วนปลอกเพลาเป็น PTFE ซึ่งทนสารเคมีได้กว้างและมีแรงเสียดทานต่ำ

อาการเสียที่พบบ่อยและสาเหตุจริง
เสียงดังผิดปกติหรือมีเสียงครูด
มักเกิดจากโรเตอร์เสียดสีกับสเตเตอร์เพราะเพลาคด หรือมีเศษของแข็งค้างอยู่ในช่อง ให้ถอดล้างและตรวจดูก่อน ถ้าล้างแล้วยังมีเสียง แสดงว่าแบริ่งหรือปลอกเพลาสึกแล้ว
ปั่นแล้วไม่มีการไหลวน ของนิ่ง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือของหนืดเกินไปจนไม่ไหลเข้าหัวปั่น เกิดโพรงอากาศรอบหัว แก้โดยอุ่นเนื้อของให้ไหลได้ก่อน หรือขยับหัวปั่นขึ้นลงช้า ๆ เพื่อบังคับให้ของไหลผ่าน
มีคราบสีน้ำตาลหรือรอยด่างบนหัวปั่น
ถ้าล้างไม่หมดแล้วปล่อยแห้งคาช่อง คราบสารจะกลายเป็นแหล่งกัดกร่อน ล้างทันทีหลังใช้เสมอ ถ้ามีรอยด่างแล้วให้แช่ในน้ำยาล้างเครื่องแก้วที่ไม่มีคลอรีน ห้ามใช้น้ำยาฟอกขาว เพราะคลอรีนจะยิ่งเร่งการกัดกร่อน
เครื่องร้อนเร็วผิดปกติ
เกิดจากสองสาเหตุหลัก คือเดินเครื่องตัวเปล่าแม้เพียงช่วงสั้น ๆ หลายครั้ง หรือใช้เครื่องเล็กปั่นของที่มากเกินพิกัด ตรวจดูว่าปริมาตรที่ทำอยู่ยังอยู่ในช่วงที่รุ่นนั้นรองรับหรือไม่

ห้าข้อที่ควรทำเป็นนิสัย
- จุ่มก่อนเปิดเสมอ ให้ของเหลวท่วมช่องด้านข้างของหัวก่อนกดสวิตช์ทุกครั้ง
- ไล่รอบจากต่ำไปสูง ไม่เปิดที่รอบสูงสุดทันที ลดทั้งการกระเด็นและการกระชากของมอเตอร์
- ล้างทันทีหลังใช้ ถ้ายังไม่สะดวกถอดล้าง ให้ปั่นในน้ำสะอาดสัก 10 วินาทีเป็นการล้างเบื้องต้นก่อน
- ทำงานเป็นช่วง เครื่องกลุ่มนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้เดินต่อเนื่องทั้งวัน พักเครื่องเป็นระยะเมื่อทำหลายรอบติดกัน
- เก็บหัวปั่นให้แห้งสนิท ผึ่งให้แห้งก่อนเก็บ อย่าเก็บทั้งที่ยังมีน้ำค้างในช่องสเตเตอร์
มีหัวปั่นสำรองไว้คุ้มไหม
คุ้ม โดยเฉพาะห้องแล็บที่ทำหลายตัวอย่างต่อวัน เพราะการมีหัวสำรองทำให้ไม่ต้องรอล้างและผึ่งแห้งระหว่างตัวอย่าง งานเดินต่อได้ทันที นอกจากนี้การมีหัวหลายขนาดยังทำให้เครื่องตัวเดียวรองรับงานได้กว้างขึ้นมาก ตั้งแต่ตัวอย่าง 0.2 มิลลิลิตรในหลอด ไปจนถึงบีกเกอร์ 250 มิลลิลิตร โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่

สรุป
หัวปั่นไม่ใช่อะไหล่สิ้นเปลืองที่เลือกยังไงก็ได้ แต่เป็นตัวกำหนดคุณภาพงานโดยตรง เลือกขนาดให้ตรงกับปริมาตรที่ทำจริง เลือกวัสดุ 316L ถ้าต้องเจอสารหลากหลาย และดูแลด้วยหลักง่าย ๆ คือ จุ่มก่อนเปิด ล้างทันทีหลังใช้ และเก็บให้แห้ง
ทำแค่นี้หัวปั่นจะอยู่กับคุณได้หลายปี และผลงานจะทำซ้ำได้เหมือนเดิมทุกครั้ง
ดูรุ่นและสเปกทั้งหมดได้ที่ เครื่องโฮโมจีไนซ์ห้องแล็บ 30,000 รอบ/นาที JZ-10T / 10TC / 12T / 18T
สอบถามเพิ่มเติม LINE @PYCM

สนใจติดต่อสอบถามได้เลยครับ
ขายส่งกระปุกครีมhttps://www.facebook.com/6001ok
LINE id :
@Dbale118 (มี@ค่ะ)// ตอบเร็วตอบไว @Dbale6001ok (มี@นะค่ะ) // official ไลน์หลัก
@dbale.com (มี@นะค่ะ) //0832642160
@dbale.com2(มี@นะค่ะ) //0848594358
@dbale.com6 (มี@นะค่ะ) //0899632607
https://line.me/ti/p/~@dbale6001ok
https://line.me/ti/p/~@dbale.com
https://line.me/ti/p/~@dbale118.com

